ครั้งหนึ่ง บรอยน์ เคยสวมเสื้อ “น้ำเงินคราม”

ครั้งหนึ่ง บรอยน์ เคยสวมเสื้อ “น้ำเงินคราม”

ครั้งหนึ่ง บรอยน์ เคยสวมเสื้อ “น้ำเงินคราม”

 

สำหรับทัพ “ เรือใบสีฟ้า ” แมนเชสเตอร์ ซิตี พวกเขาคงเป็นทีมที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก ของวงการลูกหนังในตอนนี้ หลังจากที่มีห้องเครื่อง ที่ถือว่ามีฝีเท้าขั้นเทพอยู่ในทีมอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ ที่ตอนนี้ หากจะเทียบสถิติ และรางวัลที่ บรอยน์ กวาดมาเป็นรางวัลส่วนตัว นี่ยังไม่รวมกับรางวัลต่าง ๆ ที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้มอบให้ บรอยน์ เองกำลังจะก้าวขึ้นเป็น กองกลางจอมแอสซิตส์ ที่ถือว่าเก่งที่สุดในโลก ของวงการลูกหนังในตอนนี้

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ สำหรับฝีเท้าของ บรอยน์ กับ 2 ฤดูกาล ให้หลังที่ผ่านมานี้ ว่าตัวเขาเองเป็นนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่เฉพาะใน เกาะ อังกฤษ ซึ่ง บรอยน์ เล่นให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี ในฐานะที่เป็นแกนหลักหัวใจสำคัญของทีม ที่ยืนบัญชาการ เป็นกองกลาง ซึ่งที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี ใช้แผนกองหน้าตัวเป้า ซึ่งพวกเขาคงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กองกลางมากมายหลายตัว หลังจากที่มี บรอยน์ เข้ามายืนเป็นมิดฟิลด์ห้องเครื่อง ซึ่ง บรอยน์ ก็สามารถควบคุมสถานการณ์กองกลางของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้ทั้งหมด

 

 

และสำหรับตอนนี้ หากจะพูดถึง บรอยน์ พวกเราคงนึกถึงหน้าของเขา ที่ลอยอยู่ใต้โลโก้ “ เรือใบสีฟ้า ” แต่รู้ไม่ว่า บรอยน์เคยเป็นนักเตะที่อยู่ในยุคเดียวกันกับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม “ สิงโตน้ำเงินคราม ” เชลซี ในช่วงที่พวกเขายังเป็นนักเตะด้วยกัน แล้วตอนนั้น บรอยน์ ก็เป็นดาวรุ่งให้กับสโมสร เชลซี

ใน ฤดูกาล 2012 บรอยน์ ย้ายมาจาก ราซิ่ง เกงค์ ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 7 ล้านปอนด์ ( 280 ล้านบาท ) ในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่ของ สโมสร เชลซี ซึ่งตอนนั้น บรอยน์ ก็คงไม่มีโอกาสได้ลงสนามมากนัก เนื่องจากว่าเป็นเพียงแค่ดาวรุ่งที่ก้าวเข้ามาใหม่และ แลมพาร์ด ผู้จัดการ ทีม เชลซี ในตอนนี้ ตัวเขาเองก็ยืนบัญชาการอยู่ในแดนกลางกับผู้เล่น หมายเลข 8 ซึ่งถือว่า แลมพาร์ด เป็นกองกลางระดับแถวหน้าของวงการ พรีเมียร์ลีก ในตอนนั้นอีกด้วย

 

 

หลังจากที่ แลมพาร์ด ใส่ยูนิฟอร์ม “ สิงโตน้ำเงินคราม ” ได้เพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้น เชลซี ก็ขาย บรอยน์ ให้กับยอดทีมเมืองเบียร์ ในราคา 20 ล้านปอนด์ ( 800 ล้านบาท ) ซึ่งตอนนั้น โวล์ฟสบวร์ก ที่รับอาสาคว้าตัว บรอยน์ ไปดูแล พวกเขาก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ด้วยฝีเท้าของ บรอยน์ ที่อยู่ในสโมสร เชลซี ซึ่งถือว่าเป็นบอลอีกระดับหนึ่งกับ ทีม โวล์ฟสบวร์ก  บรอยน์ จึงมีโอกาสก้าวเข้าไปเป็นตัวหลักให้กับทีมใน เยอรมัน  สำหรับ 2 ฤดูกาล ของ เดอ บรอยน์ ในลีกเมืองเบียร์ ถือว่าเป็น 2 ฤดูกาลที่สุดยอดมาก ๆ สำหรับ บรอยน์ ซึ่งหากจะเทียบมิติของการเล่นและ ความสามารถของ บรอยน์ ที่มีติดตัวมา บรอยน์ ได้สร้างความแตกต่าง พร้อมกับประสบการณ์ที่เขาได้ฝึกวิชากับสโมสร เชลซี จนทำให้ โวล์ฟสบวร์ก ก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำหัวตารางทันที พร้อมกับยกระดับให้ บรอยน์ เป็นกองกลางในอันดับต้น ๆ ของลีกเมืองเบียร์ และสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี ก็ได้ตัดสินใจทุ่มงบประมาณ 70 ล้านปอนด์ ( 2,800 ล้านบาท ) เพื่อคว้าตัว บรอยน์ เข้ามาร่วมทีมเมื่อช่วงกลางฤดูกาล 2015  และนับตั้งแต่ บรอยน์ ลงมาบัญชาเกมให้กับ “ เรือใบสีฟ้า ” ตั้งแต่ฤดูกาลแรก จนถึงปัจจุบันนี้ บรอยน์ ก็ไม่เคยลดหย่อนเรื่องของฝีเท้า ลงมาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งบรอยน์ ถูกขนานนามว่า เป็นจอมแอสซิตส์ ที่ดีที่สุดในวงการลูกหนังในตอนนี้เลยก็ว่าได้  จนแม้กระทั่ง สโมสร เชลซี ที่พวกเขาต้องการประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด และกำลังมองหากองกลางที่ดีที่สุดในวงการลูกหนัง ซึ่งคงมีให้เห็นเพียงแค่รายเดียวก็คือ บรอยน์ ในตอนนี้  และ แลมพาร์ด ผู้จัดการ ทีม เชลซี ก็คงรู้ดีว่า แลมพาร์ด คงจะไม่ย้ายออกจากทัพ “ เรือใบสีฟ้า ” เป็นแน่ แต่พวกเขาก็ได้แต่พูดถึงว่า หากในช่วงจังหวะเดียวกัน หากไม่มี แลมพาร์ด ยืนอยู่ในสนามตอนนั้น คงจะเป็น บรอยน์ ขึ้นมาโชว์ฟอร์มให้กับสโมสร เชลซี ตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นดาวรุ่ง

 

 

 

ครั้งหนึ่ง บรอยน์ เคยสวมเสื้อ “น้ำเงินคราม”

# ลีกเอิงฝรั่งเศษ

www.liverpoolsociety.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *